ด้านหน้า หน้าแรก วิสัยทัศน์ ประวัติความเป็นมา ทำเนียบผู้บริหาร ข้อมูลพื้นฐาน ติดต่อเรา ด้านหลัง
เทศบาลตำบลก้านเหลือง
ประวัติความเป็นมา
วิสัยทัศน์
โครงสร้างหน่วยงาน
นโยบายและแผนงาน
ประเพณีและวัฒนธรรม
สถานะทางการเงิน
กระดานสนทนา
ร้องเรียนด้านงานบุคคล
ช่องทางแจ้งเรื่องร้องเรียน การทุจริต
ช่องทางการรับฟังความคิดเห็น
ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร
ศูนย์ช่วยเหลือประชาชน
คู่มือประชาชน ตามพรบ.อำนวยความสะดวกฯ
ตลาดงานกรมจัด กองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดกางาน
แนวปฏิบัติการจัดการเรื่องร้องเรียนการทุจริต
สายด่วนของรัฐบาล 1111
กรมส่งเสริมการปกครอง
บุคคล ที่น่ายกย่อง
องค์กรแห่งการเรียนรู้
facebook เทศบาลตำบลก้านเหลือง
เข้าไลน์กลุ่ม เพื่อถาม-ตอบ
ประกาศจากเทศบาล ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร งานบริการประชาชน กิจการสภาเทศบาล เทศบัญญัติเทศบาล อำนาจหน้าที่
เทศบาลตำบลก้านเหลือง หมู่ 2 ตำบลก้านเหลือง อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น   40230    ติดต่อเทศบาล  โทร./Fax. 043-306138     
ขึ้นทะเบียนรับเบี้ยยังชีพ
ทีมบริหารเทศบาลตำบลก้านเหลือง
ทีมบริหารเทศบาลตำบลก้านเหลือง
ทีมบริหารเทศบาลตำบลก้านเหลือง
ทีมบริหารเทศบาลตำบลก้านเหลือง
ทีมบริหารเทศบาลตำบลก้านเหลือง
กิจกรรม
 
ฝึกอบรมโครงการคุณธรรมจริยธรรมให้กับ ผู้บริหาร พนักงานเทศบาล ลูกจ้างประจำ สมาชิกสภาเทศบาล และผู้นำชุมชนตำบลก้านเหลือง ประจำปีงบประมาณ 2561 วันที่ 22 สิงหาคม 2561 ณ หอประชุมเทศบาลตำบลก้านเหลือง
การประกาศเจตจำนงสุจริตในการบริหารงานของเทศบาลตำบลก้านเหลือง
 
 
สรุปเนื้อหาสาระจากการฝึกอบรมโครงการคุณธรรมจริยธรรมให้กับผู้บริหาร พนักงานเทศบาล  พนักงานจ้าง  และสมาชิกสภาเทศบาลตำบลก้านเหลือง  ประจำปี  พ.ศ.  ๒๕๖๑  ในวันที่  ๒๒  สิงหาคม  ๒๕๖๑   ณ  ห้องประชุมเทศบาลตำบลก้านเหลือง
 
          พระมหาประจักรษ์  ปิยทส.สี  วัดเทวราช  ตำบลท่านางแนว 
ธรรมบรรยายเรื่อง  ธรรมะกับการทำงานให้มีความสุขและการสร้างความสามัคคีในองค์กร

          “การทำงาน  ทำอย่างไรจึงจะมีความสุข”  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ  จะสร้างบรรยากาศในการทำงานให้คนทำงานมีความสุขและผลงานมีประสิทธิภาพในลักษณะ  “งานสัมฤทธิ์  ชีวิตรื่นรมย์” ได้อย่างไร

          ในฐานะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ  ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ  แนวคิดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันมากก็คือ  การนำ  “ธรรมะ”  หรือ  หลักธรรมของพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่พึงประสงค์  การทำหน้าที่ตามบทบาทของแต่ละคนที่เป็นอยู่ในหน่วยงาน  องค์กร  คือ  ผู้บริหาร  ผู้ปฏิบัติงาน  ผู้ใต้บังคับบัญชา  หรือผู้ร่วมงาน  ทั้งนี้ก็เพื่อให้แต่ละคนรู้จักทำหน้าที่ตามบทบาทของตนได้อย่างถูกต้อง ชีวิตของผู้คนในหน่วยงานก็จะมีความหมายและบรรยากาศในองค์กรก็จะเป็นมิตรและร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป


          ธรรมบรรยายเรื่อง   หลักธรรมในการทำงานร่วมกันและแนวทางปฏิบัติตนให้มีความซื่อสัตย์  สุจริต 
เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน

          “งาน”  ทุกอย่างไม่สามารถทำสำเร็จด้วยตนเองเพียงคนเดียว  ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจซึ่งกันและกัน  ธรรมะที่เหมาะสมสำหรับการทำงานร่วมกัน  คือ  สังคหวัตถุ  ๔  ซึ่งหมายถึงหลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อื่น  ผูกไมตรี  และเอื้อเฟื้อเกื้อกูลได้แก่
          ๑ทาน  :  เกื้อกูลกันด้วยการให้  หมายถึง  การให้  การเสียสละ  หรือการเอื้อเฟื้อแบ่งปันของๆตนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น  ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว  ไม่เป็นคนเห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว  และการให้ที่ยิ่งใหญ่เสมอคือ  “การให้อภัย
           ๒ปิยวาจา  :  ใช้วาจาประสานไมตรี  หมายถึง  การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน  พูดด้วยความจริงใจ  ไม่พูดหยาบคาย  ก้าวร้าว  พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์และเหมาะสมกับกาลเทศะ ดังนั้น  การทำงานร่วมกันจะต้องพูดหรือปรึกษาหารือกันโดยยึดถือหลักเกณฑ์  ๔  ประการ  คือ  ๑)  เว้นจากการพูดเท็จ  ๒)  เว้นจากการพูดส่อเสียด  ๓)  เว้นจากการพูดคำหยาบ  และ  ๔)  เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ  และที่สำคัญอย่างยิ่ง  คือ  จะต้องพูดหรือเจรจากันด้วยไมตรีและความปรารถนาดีต่อกัน
           ๓.  อัตถจริยา  :  ร่วมสร้างสรรค์อุดมการณ์  หมายถึง  การสงเคราะห์ทุกชนิดหรือการปฏิบัติในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น  ดังนั้นการทำงานร่วมกันจะต้องช่วยเหลือกันด้วยกำลังกาย  กำลังความคิด 
          ๔.  สมานัตตา  :  หมายถึง  การเป็นผู้มีมีความสม่ำเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย  ดังนั้น  การทำงานร่วมกันจะต้องถือคติว่า  “มีทุกข์ร่วมทุกข์มีสุขร่วมเสพ”  และผู้ทำงานร่วมกันทุกคนจะต้องไม่ถือตัว  มีความเสมอภาค  ทำตนให้เป็นที่น่ารัก  น่าเคารพนับถือ  และน่าให้ความร่วมมือช่วยเหลือ
 
          จะเห็นได้ว่า  หลักธรรมที่ใช้ในการทำงานที่กล่าวมา  ทั้ง  อิทธิบาท  ๔  และสังคมวัตถุ  ๔  เป็นเรื่องง่ายๆใกล้ตัวที่เราปฏิบัติกันอยู่แล้วในฐานะปัจเจกชน  ( Individualism )  หากทุกคนสามารถปฏิบัติได้พร้อมกับทำหน้าที่ของตนเต็มกำลังความสามารถอย่างสมบูรณ์บรรยากาศในการทำงาน  “งานสัมฤทธิ์  ชีวิตรื่นรมย์”  คงเกิดขึ้นไม่ยากโดยเฉพาะการรักงานที่ทำ  ขยันทำงาน  รับผิดชอบงาน  และรู้จักไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน  รวมถึงการให้  การเกื้อกูลกัน  และการปฏิบัติต่อคนอื่นเหมือนกับการปฏิบัติต่อตนเอง  ( เอาใจเขามาใส่ใจเรา )  ซึ่งทุกคนสามารถทำได้  เพราะทุกอย่างอยู่ที่  “ใจ”  ใจที่จะเริ่มทำสิ่งใหม่ๆให้ชีวิตมีคุณค่าและมีความสุข
 
ธรรมะสำหรับผู้ปฏิบัติงาน 
                   ผู้ปฏิบัติงานหรือคนทำงาน  คือ  ผู้ที่ถูกมอบหมายให้ทำงานจากผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชา  ซึ่งผู้ปฏิบัติงานหรือคนทำงานทุกคนต่างก็ปราถนาที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานด้วยกันทุกคน  ดังนั้นธรรมะที่เหมาะสมสำหรับผู้ปฏิบัติงาน  คือ  อิทธิบาท  ๔  ซึ่งหมายถึง  ธรรมะแห่งความสำเร็จโดยหลักธรรมในอิทธิบาท  ๔  ประกอบด้วย
          ฉันทะ  :  คงวามพอใจ  หมายถุง  ความรักงาน  - พอใจกับงานที่ทำอยู่  ผู้ปฏิบัติงานจะต้องชอบหรือศรัทธางานที่ทำอยู่  จะต้องพอใจที่จะทำและมีความสุขที่ได้รับมอบหมาย
          ๒วิริยะ  :  ความพากเพียร  หมายถึง  ขยันหมั่นเพียรกับงาน  ผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีความขยันหมั่นเพียรในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย  รวมทั้งหมั่นฝึกฝนตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
           จิตตะ  :  ความเอาใจใส่  หมายถึง  ความเอาใจรับผิดชอบงาน  ผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีจิตใจหรือสมาธิจดจ่อกับงานที่ทำ  รวมถึง  มีความรับผดชอบในงานที่ทำอย่างเต็มสติกำลัง
           วิมังสา  :  ความสอดส่องในเหตุผล  หมายถึง  การพินิจพิเคราะห์และใช้ปัญญาตรวจสอบงาน  ผู้ปฏิบัติงานจะต้องทำงานด้วยปัญญา  ด้วยสมองคิด  รวมถึง  การมีความเข้าใจในงานอย่างลึกซึ้งทั้งในขั้นตอนและผลสำเร็จ/ผลสัมฤทธิ์งของาน 

   
นายวันชัย  เมธาอภินันท์  ตำแหน่ง  ท้องถิ่นอำเภอหนองสองห้อง  
บรรยาย  เรื่อง  ผลประโยชน์ทับซ้อนในการปฏิบัติหน้าที่  

 
ผลประโยชน์ทับซ้อน  ( Conflict  Of  Interest )
                      ผลประโยชน์ทับซ้อน  หรือความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม  ผลประโยชน์ทับซ้อน  ( Conflict  Of  Interest  : COI )  เป็นประเด็นสำคัญทางการบริหารภาครัฐในปัจจุบัน  ที่เป็นบ่อเกิดของปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในระดับที่รุนแรงขึ้น  และยังสะท้อนปัญหาการขาดหลักธรรมาภิบาลและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ

ความหมาย  :  สถานการณ์หรือการกระทำของบุคคล  ( ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองข้าราชการ  พนักงานบริษัท  ผู้บริหาร )  มีผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้อง  จนส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจหรือการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้น  การกระทำดังกล่าวอาจเกิดขึ้นโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว  ทั้งที่เจตนาหรือไม่เจตนา  หรือบางเรื่องเป็นการปฏิบัติสืบต่อกันมาจนไม่เห็นว่าจะเป็นสิ่งแต่อย่างใดพฤติกรรมเหล่านี้ เป็นการกระทำความผิดทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สาธารณะ  (  ประโยชน์ของส่วนรวม )  แต่กลับตัดสินใจปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้อง

มูลเหตุปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน

          ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดจากการพัฒนาทางการเมืองเปลี่ยนไป   จากเดิมที่นักการเมืองและนักธุรกิจเป็นบุคคลคนละกลุ่มกัน  กล่าวคือในอดีต  นักธุรกิจต้องพึ่งพิงนักการเมือง  เพื่อให้นักการเมืองช่วยเหลือสนับสนุนธุรกิจของตน  ซึ่งในบางครั้งที่นักธุรกิจต้องการนั้น  มิได้รับการตอบสนองจากนักการเมืองทุกครั้งเสมอไป  นักธุรกิจต้องจ่ายเงินจำนวนมากแก่นักการเมือง  ในปัจจุบันนักธุรกิจจึงใช้วิธีการเข้ามาเล่นการเมือง  เพื่อให้ตนเองสามารถเข้ามาเป็นผู้กำหนดนโยบายและออกกฎเกณฑ์ต่างๆในสังคมได้  และที่สำคัญคือทำให้ข้าราชการต่างๆต้องปฏิบัติตามคำสั่ง
 
หน้าที่สาธารณะ  ( pubic  duty )  หน้าที่สาธารณะของผู้ที่ทำงานให้ภาครัฐคือ  การให้ความสำคัญอันดับต้นแก่ประโยชน์สาธารณะ  ( pubic interest )  คนเหล่านี้ไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศเท่านั้น  แต่ยังรวมถึงคนอื่นๆ  ที่ทำงานให้ภาครัฐ  เช่น ที่ปรึกษา  อาสาสมัคร
 
ผลประโยชน์สาธารณะ  คือ  ประโยชน์ของชุมชนโดยรวม  ไม่ใช่ผลรวมของปัจเจกบุคคล  และไม่ใช่ผลประโยชน์ของกลุ่มคน  การระบุผลประโยชน์สาธารณะไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ภาครัฐสามารถให้ความสำคัญอันดับต้นแก่สิ่งนี้  โดย
  • ทำงานตามหน้าที่อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ
  • ทำงานตามหน้าที่ตามกรอบและมาตรฐานทางจริยธรรม
  • ให้ความสำคัญอันดับต้นแก่ผลประโยชน์สาธารณะ  มีความคาดหวังว่าเจ้าหน้าที่ต้องจำกัดขอบเขตที่ประโยชน์ส่วนตนจะมามีผลต่อความเป็นกลางในการทำหน้าที่
  • หลีกเลี่ยงการาตัดสินใจหรือการทำหน้าที่ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
  • หลีกเลี่ยงการกระทำ/กิจกรรมส่วนตนที่อาจทำให้คนเห็นว่าได้ประโยชน์จากข้อมูลภายใน
  • หลีกเลี่ยงการใช้ตำแหน่งหน้าที่หรือทรัพยากรของหน่วยงานเพื่อประโยชน์ส่วนตน
  • ป้องกันการครหาว่าได้รับผลประโยชน์ที่ไม่สมควรจากการใช้อำนาจหน้าที่
  • ไม่ใช้ประโยชน์จากตำแหน่งหรือข้อมูลภายในที่ได้ขณะอยู่ในตำแหน่ง  ขณะที่ไปหาตำแหน่งงานใหม่
 
ผลประโยนทับซ้อน  ( conflict of interests )  องค์กรสากล  คือ Organization for Economic Cooperation and Development   (  OECD  )  นิยามว่าเป็นความทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ทับซ้อน  มี ๓  ประเภท  คือ
          ๑.ผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้นจริง  ( actual )  มีความทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและสาธารณะเกิดขึ้น
          ๒.ผลประโยชน์ทับซ้อนที่เห็น  ( perceive & apparent )  เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่คนเห็นว่ามี  แต่จริงๆ อาจไม่มีก็ได้  ถ้าจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนประเภทนี้อย่างขาดประสิทธิภาพ  ก็อาจนำมาซึ่งผลเสียไม่น้อยกว่าการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้นจริงๆ  
          ๓.ผลประโยชน์ทับซ้อนที่เป็นไปได้  (  potential )  ผลประโยชน์ส่วนตนที่มีในปัจจุบันอาจจะทับซ้อนกับผลประโยชน์สาธารณะได้ในอนาคต
 
หน้าที่ทับซ้อน  หรือ ผลประโยชน์ทับซ้อนเบียดเบียนกัน มี ๒  ประเภท
          ๑.ประเภทแรก  เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่มีบทบาทหน้าที่มากกว่าหนึ่ง  เช่น  เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานและเป็นคณะกรรมการด้านระเบียบวินัยประจำหน่วยงานด้วย  ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อไม่สามารถแยกแยะบทบาทหน้าที่ทั้งสองออกจากกันได้  อาจทำให้ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ  หรือแม้กระทั่งเกิดความผิดพลาดหรือผิดกฎหมาย  ปกติหน่วยงานมักมีกลไกป้องกันปัญหานี้โดยแยกแยะบทบาทหน้าที่ต่างๆ  ให้ชัดเจน  แต่ยังมีปัญหาได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยงานที่มีกำลังคนน้อยหรือมีเจ้าหน้าที่บางคนเท่านั้นที่สามารถทำงานบางอย่างที่คนอื่นๆทำไม่ได้  คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยห่วงปัญหานี้กันเพราะดูเหมือนไม่มีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนมาเกี่ยวข้อง
          ๒.ประเภทที่สอง  เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่มีบทบาทหน้าที่มากกว่าหนึ่งบทบาท  และการทำบทบาทหน้าที่ในหน่วยงานหนึ่งนั้น  ทำให้ได้ข้อมูลภายในบางอย่างที่อาจนำมาใช้ประโยชน์แก่การทำบทบาทหน้าที่ให้แก่อีกหน่วยงานหนึ่งได้  ผลเสียคือ  ถ้านำข้อมูลมาใช้ก็อาจเกิดการประพฤติมิชอบหรือความลำเอียง/อคติต่อคนบางกลุ่ม ควรถือว่าหน้าที่ทับซ้อนเป็นปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนด้วย  เพราะว่ามีหลักการจัดการแบบเดียวกัน    นั่นคือการตัดสินใจทำหน้าที่ต้องเป็นกลางและกลไกการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนก็สามารถนำมาจัดการกับหน้าที่ทับซ้อนได้
 
ความหมายและประเภทของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม
ความขัดแย้ง  (  Conflict  )  สถานการณ์ที่ขัดกัน  ไม่ลงรอยกันเป็นเหตุการณ์อันเกิดขึ้นเมื่อบุคคลไม่สามารถตัดสินใจกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง  ความขัดแย้งอาจเกิดขึ้นได้จากความไม่ลงรอยกันในเรื่องความคิด  แนวทางปฏิบัติ  หรือผลประโยชน์ 
 
ผลประโยชน์ส่วนตน  ( Privare  interests )  เป็นผลตอบแทนที่บุคคลได้รับ  โดยเห็นว่ามีคุณค่าที่สนองตอบความต้องการของตนเอง  หรือของกลุ่มที่ตนเองเกี่ยวข้อง  ผลประโยชน์เป็นสิ่งจูงใจให้คนเรามีพฤติกรรมต่างๆ  เพื่อสนองความต้องการทั้งหลาย
 
ผลประโยชน์ส่วนรวมหรือผลประโยชน์สาธารณะ  (  Public Interests ) 
หมายถึง  สิ่งใดก็ตามที่ให้ประโยชน์สุขแก่บุคคลทั้งหลายในสังคม  ผลประโยชน์สาธารณะ  ยังหมายความรวมถึงหลักประโยชน์ต่อมวลสมาชิกในสังคม
 
ความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม  ( Conflic  Of  Interests )            
เป็นสถานการณ์ที่บุคคลในฐานะพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ  ใช้ตำแหน่งหรืออำนาจหน้าที่ในการแสวงหาประโยชน์แก่ตนเอง  กลุ่มหรือพวกพ้อง  ซึ่งเป็นการละเมิดทางจริยธรรม  และส่งผลกระทบหรือความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ  คำอื่นที่มีความหมายถึงความขัดแย้งกันแห่งประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม ได้แก่  การมีผลประโยชน์ทับซ้อน  ความขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ  และรวมถึงคอรัปชั่นเชิงนโยบาย  คอร์รัปชั่นสีเทา
 

รูปแบบ (   Conflict of Interests  )

การรับผลประโยชน์   ( Accepting  Benefits )  ได้แก่ 

  • การรับของขวัญหรือของกำนัลที่มีค่าอื่นๆ  ซึ่งส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่
  • การที่บริษัทสนับสนุนการเดินทางไปประชุม/ดูงานในต่างประเทศ  ของผู้บริหารและอาจรวมถึงครอบครัว
  • การที่หน่วยงานราชการรับเงินบริจาคสร้างสำนักงานจากบริษัทธุรกิจที่ติดต่อกับหน่วยงาน
  • เจ้าหน้าที่ของรัฐรับของแถมหรือผลประโยชน์ในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง
  • การที่บุคคลปฏิบัติหน้าที่เอาผลประโยชน์ส่วนตัวไปพัวพันในการตัดสินใจ  เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเอง  และเป็นการเสียประโยชน์ของทางราชการ
การกระทำที่อยู่ในข่าย  (   Conflict of Interests  )
รับผลประโยชน์   ( Accepting  Benefits )  คือ  การรับสินบนหรือรับของขวัญ  เช่น  เป็นเจ้าพนักงานสรรพากรแล้วรับเงินจากผู้มาเสียภาษี  หรือเป็นเจ้าหน้าที่จัดซื้อแล้วไปรับไม้กอล์ฟจากร้านค้า  เป็นต้น 
ใช้อิทธิผล  ( Influence   Pedding )  เป็นการเรียกผลตอบแทนในการใช้อิทธิพลในตำแหน่งหน้าที่เพื่อส่งผลที่เป็นคุณแก่ฝ่ายใด  ฝ่ายหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรม
 
ใช้ทรัพย์สินของนายจ้างเพื่อประโยชน์ส่วนตน (  Using  employer’s  property for  private advantage) ได้แก่  การใช้รถราชการ  หรือใช้คอมพิวเตอร์ของราชการทำงานส่วนตัว เป็นต้น
 
ใช้ข้อมูลลับของทางราชการ  (  Using  Confidential information )  ได้แก่  การเปิดบริษัทหากินซ้อนบริษัทที่ตนเองทำงาน  เช่น เป็นพนักงานขายแอบเอาสินค้าตัวเองมาขายแข่ง  หรือเช่นนักบัญชีที่รับงานส่วนตัวจนไม่มีเวลาทำงานบัญชีในหน้าที่ให้ราชการ
 
ทำงานหลังออกจากตำแหน่ง  ( Post  Employment )  เป็นการทำงานให้ผู้อื่นหลังออกจากงานเดิม  โดยใช้ความรู้หรืออิทธิพลที่เดิมมาชิงงาน  หรือเอาประโยชน์โดยไม่ชอบธรรม  เช่น  เอาความรู้ในนโยบาย  และแผนของธนาคารชาติไปช่วยธนาคารเอกชนหลังเกษียณ
 
ประเภทของผลประโยชน์ทับซ้อน 
  • การใช้ตำแหน่งไปดำเนินการเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของตนเองโดยตรง
  • ใช้ตำแหน่งไปช่วยเหลือญาติสนิทมิตรสหาย
  • การรับผลประโยชน์โดยตรง
  • การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์โดยใช้ตำแหน่งหน้าที่การงาน
  • การนำทรัพย์สินของหน่วยงานไปใช้ส่วนตัว
  • การนำข้อมูลอันเป็นความลับของหน่วยงานมาใช้ประโยชน์ส่วนตัว
  • การทำงานอีกแห่งหนึ่ง  ที่ขัดแย้งกับแห่งเดิม
  • ผลประโยชน์ทับซ้อนจากการเปลี่ยนสถานที่ทำงาน
  • การปิดบังความผิด
 
ตัวอย่างประโยชน์ทับซ้อน
  • หาประโยชน์ให้ตนเอง
  • รับประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่
  • ใช้อิทธิพลเรียกผลตอบแทน
  • ใช้ทรัพย์สินของนายจ้างเพื่อประโยชน์ของตน
  • ใช้ข้อมูลความลับ  เพื่อแสวงประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง
  • รับงานนอก  แล้วส่งผลเสียให้งานในหน้าที่
  • ทำงานหลังออกจากตำแหน่งและเอื้อประโยชน์ต่อบริษัท
  • การให้ของขวัญ  ของกำนัล  เพื่อหวังความก้าวหน้า
  • ให้ทิปพนักงานโรงแรมเพื่อหวังการบริการที่ดีกว่าลูกค้ารายอื่น
  • ช่วยให้ญาติมิตรทำงานในหน่วยที่ตนมีอำนาจ
  • ซื้อขายตำแหน่ง  จ่ายผลประโยชน์  เพื่อความเจริญก้าวหน้าของตน
 
รูปแบบของประโยชน์ทับซ้อน
  • การรับผลประโยชน์ต่างๆ
  • การทำธุรกิจกับตัวเอง
  • การทำงานหลังเกษียณ
  • การทำงานพิเศษ
  • การใช้ข้อมูลภายใน
  • การนำโครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง
 
การรับประโยชน์ต่างๆ
  • การรับของขวัญจากบริษัทต่างๆ  
  • บริษัทสนับสนุนค่าเดินทางไปดูงานต่างประเทศ
  • หน่วยราชการรับเงินบริจาคจากธุรกิจที่เป็นลูกค้าของหน่วยงาน
  • ได้รับของแถมหรือผลประโยชน์อื่นใดจากการจัดซื้อจัดจ้าง
  • การที่คณะกรรมการกู้เงินจากสถาบันการเงินในการกำกับดูแล
  • การที่คณะกรรมการฝากญาติพี่น้องหรือคนที่คุ้นเคยเข้าทำงานในรัฐวิสาหกิจที่ตนกำกับดูแลอยู่
 
ประโยชน์อันคำนวณเป็นเงินได้
  • การปลดหนี้หรือการลดหนี้ให้เปล่า
  • การให้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย
  • การเข้าค้ำประกันโดยไม่คิดค่าธรรมเนียม
  • การให้คำนายหน้าหรือค่าธรรมเนียมการเป็นตัวแทน
  • การขาย  หรือให้เช่าซื้อทรัพย์สิน  เกินมูลค่าที่เป็นจริงตามที่ปรากฏเห็นในท้องตลาด
  • การใช้สถานที่  ยานพาหนะ  หรือทรัพย์สิน  โดยไม่คิดค่าเช่าหรือน้อยค่าบริการน้อยกว่าที่คิดกับบุคคลอื่นโดยปกติทางการค้า
  • การให้ใช้บริการโดยไม่คิดค่าบริการ  หรือคิดค่าใช้บริการน้อยกว่าที่คิดกับบุคคลอื่น  โดยปกติทางการค้า
  • การ่ให้เดินทาง  หรือขนส่งบุคคล  หรือสิ่งของโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย  หรือคิดค่าใช้จ่ายน้อยกว่าบุคคลอื่นโดยปกติทางการค้า
  • การจัดเลี้ยง  การจัดมหรสพ  หรือการบันเทิงอื่น  ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย  หรือคิดค่าใช้จ่ายน้อยกว่าที่คิดกับบุคคลอื่น  โดยปกติทางการค้า

กิจกรรมที่มีความเสี่ยง
การรับผลประโยชน์หรือการเรียกร้องสิ่งตอบแทนจากการปฏิบัติงานในหน้าที่ความรับผิดชอบ
  • การรับงานนอกหรือการทำธุรกิจที่เบียดบังเวลาราชการ/งานโดยรวมของหน่วยงาน
  • การทำงานหลังเกษียณให้กับหน่วยงานที่มีผลประโยชน์ขัดกับหน่วยงานต้นสังกัดเดิม
  • การนำรถราชการไปใช้ในกิจธุระส่วนตัวและในหลายกรณีมีการเบิกค่าน้ำมันด้วย
  • การนำบุคลากรของหน่วยงานไปใช้เพื่อการส่วนตัว
  • การรับงานจากภายนอกจนกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ประจำ
  • การใช้สิทธิในการเบิกจ่ายยาให้แก่ญาติแล้วนำยาไปใช้ที่คลินิกส่วนตัว
  • การรับประโยชน์จากระบบการล็อกบัตรคิวให้แก่เจ้าหน้าที่หรือญาติเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน
 กลุ่มวิชาชีพที่เกี่ยวกับการ  ตรวจสอบ  ประเมินราคาและการจัดซื้อจัดจ้าง
       -การกำหนดมาตรฐาน ( Specification) ในสินค้าที่จะจัดซื้อจัดจ้างให้บริษัทของตนหรือของพวกพ้อง
       -การให้ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างแก่พรรคพวก/ญาติ  เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในการประมูลหรือการจ้าง  
        เหมา  รวมถึงการปกปิดข้อมูล  เช่น  การปิดประกาศหรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารล่าช้าหรือพ้น
        กำหนดการยื่นใบเสนอราคา  เป็นต้น

ประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด
โดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ  พ.ศ.๒๕๔๓  ( มาตรา ๑๐๓ )
ข้อ ๕  เจ้าหน้าที่ของรัฐจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาได้ดังต่อไปนี้
  1.  จากญาติ ซึ่งให้โดยเสน่หาตามจำนวนที่เหมาะสมตามฐานะนุรูป
  2. จากบุคคลอื่นราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคคล  แต่ละโอกาสไม่เกินสามพันบาท
การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นที่มีมูลค่าเกินกว่า ๓,๐๐๐ บาท  โดยมีความจำเป็นต้องรับเพื่อรักษาไมตรีมิตรภาพ  ต้องแจ้งผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานโดยทันทีที่สามารถกระทำได้
 
หากมีความจำเป็นต้องรับเพราะรักษาไมตรี....  จะทำอย่างไร
  • แจ้งผู้บังคับบัญชา  ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ  วินิจฉัย
  • มีเหตุผล  รับได้  รับไว้
  • ไม่มีเหตุควรรับ  - ส่งคืน  ส่งคืนไม่ได้  มอบให้ส่วนราชการ
 
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเรี่ยไรของหน่วยงานของรัฐ  พ.ศ.๒๕๔๔
ข้อ ๒๒  เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวกับการเรี่ยไรของบุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรตามกฎหมายว่าด้วยการเรี่ยไรซึ่งมิใช่หน่วยงานของรัฐจะต้องไม่กระทำการดังต่อไปนี้
  1.  ใช้หรือแสดงตำแหน่งหน้าที่ให้ปรากฏในการดำเนินการในการเรี่ยไรไม่ว่าจะเป็นการโฆษ์ณาด้วยสิ่งพิมพ์ตามกฎหมาย ว่าด้วยการพิมพ์  หรือสื่ออย่างอื่นหรือด้วยวิธีการอื่นใด
  1. ใช้  สั่ง ขอร้อง  หรือบังคับให้ผู้ใต้บังคับบัญชา  หรือบุคคลใดช่วยทำการเรี่ยไรให้หรือกระทำในลักษณะให้ผู้นั้นอยู่ในภาวะจำยอมไม่สามารถปฏิเสธ  หรือหลีกเลี่ยงที่จะไม่ช่วยทำการเรี่ยไรไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
 
แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน
“ความขัดแย้ง  ระหว่าง บทบาท “(Conflic  of roles )
           หมายความว่า  บุคคลดำรงตำแหน่งที่มีบทบาทสองบทบาทขัดแย้งกัน  เช่น  นายสมชายเป็นกรรมการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน  โดยที่บุตรสาวของสมชายเป็นผู้สมัครสอบคนหนึ่งด้วย  ซึ่งในกรณีนี้ถือว่าเกิด “ การดำรงตำแหน่งอันหมิ่นเหม่ต่อการเกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน”   แต่ในกรณีนี้ถือว่ายังมิได้นำไปสู่การการะทำความผิดแต่ประการใด
( เช่น  การสอบคัดเลือกบุคคลยังมิได้เกิดขึ้นจริง หรือมีการสอบเกิดขึ้นแล้วแต่นายสมชายวางตัวเป็นกลาง  มิได้ช่วยเหลือ บุตรสาวของตนแต่ประการใด  )  กระนั้นก็ตาม  การดำรงตำแหน่งอันหมิ่นเหม่ต่อการเกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนดังกล่าว  ถือเป็นสถานการณ์หล่อแหลม   ที่อาจจูงใจ/ชักนำให้เกิดการกระทำ
          เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน  จะต้องถอนตัวออกอย่างสมบูรณ์จากการเป็น ผู้มีส่วนในการตัดสินใจ  งดแสดงความคิดเห็น  ละเว้นจากการให้คำปรึกษา  และงดออกเสียง (  Recusal ) 
เช่น  ในกรณีที่สมชายเป็นกรรมการสอบคัดเลือกบุคลากร เข้าทำงาน  โดยมีบุตรสาวของตนสมัครเข้าร่วมสอบคัดเลือกด้วยนั้น  ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้  สมชายจะต้องลาออกจากการเป็นกรรมการสอบคัดเลือก  เพื่อเป็นการถอนตัวออกจากการเกี่ยวข้องกับสถานการณ์อันหมิ่นเหม่ต่อผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างสูง
           เคลื่อนย้ายผลประโยชน์ส่วนตัวที่ทับซ้อนอยู่ให้ออกไป  ( Removal )  เพื่อให้ตนเองสามารถปฏิบัติภารกิจได้โดยปราศจากอคติ  วิธีการดังกล่าวนี้เป็นการเปิดช่องทางมิให้เอื้ออำนวยต่อการเกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน  จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการจัดการกับผลประโยชน์ทับซ้อน  เช่น  จากกรณีตัวอย่างในข้อสอง  สามารถแก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนได้  โดยการขอร้องให้บุตรสาวของตนเองถอนตัว  ออกจากการสอบ  เพื่อให้สมชายสามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการสอบคัดเลือก
 

มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต  ตามรัฐธรรมนูญ
    • มาตรการคัดสรรคนดีเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง
    • การกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตในตำแหน่ง
    • การเพิ่มระบบและองค์การตรวจสอบการใช้อำนาจ
    • การมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
     
    การกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตในตำแหน่ง

    • การมีประมวลจริยธรรมและการห้ามผลประโยชน์ทับซ้อน
    • การแสดงบัญชีทรัพย์และหนี้สิน
    • การใช้หลักโปร่งใสในการใช้อำนาจ
     
    แนวทางปฏิบัติตนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

    • หลักนิติธรรม                      
    • หลักคุณธรรม
    • หลักความโปร่งใส
    • หลักการมีส่วนร่วม
    • หลักความรับผิดชอบ
    • หลักความคุ้มค่า
     
    หลักธรรมาภิบาล  และหลักคุณธรรม  จริยธรรมในการปฎิบัติงาน  แนวทางป้องกันและปราบปรามการทุจริต  ( ANTI  CORRUPTION) 
    หลักธรรมาภิบาลในการบริหารองค์กร  ( Good  Governance )  หลักคุณธรรม  จริยธรรม  ในการปฏิบัติงาน  การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ

     
สรุปผลการฝึกอบรม........
KEDSARA DOT COM
bedava porno indir porno indir sex hikayeleri